เรื่องพระราชบัญญัติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

โดยการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ตามหลักการตรวจสอบก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมายในมาตรา 141 และมาตรา 154
ซึ่งเป็นการตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและ
ร่างพระราชบัญญัติอื่นที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วว่า ตราขึ้นโดยถูกต้อง
ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ และมีข้อความขัดหรือแย้งต่อ
รัฐธรรมนูญ หรือไม่ และตามหลักการตรวจสอบภายหลังประกาศใช้เป็น
กฎหมายตามมาตรา 211 มาตรา 212 มาตรา 245 และมาตรา 257 ที่บัญญัติให้ศาลที่พิจารณาคดีบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ ผู้ตรวจการ
แผ่นดิน
และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอเรื่องให้ศาล
รัฐธรรมนูญ
พิจารณาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ประกาศใช้
แล้วมีข้อความขัด
หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และตามมาตรา 245 (1) แห่งรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
“ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเห็นว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบธรรมด้วยรัฐธรรมนูญและให้
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า ” และตามตรา 257 ( 2) แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
“ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษย์แห่งชาติเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อ
ศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่เห็นชอบตามที่ผู้ร้องเรียนว่าบทบัญญัติแห่ง
กฎหมายใดกระทบต่อสิทธิมนุษย์และมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วย "รัฐธรรมนูญ” บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดๆ ที่จะชอบด้วยกฎหมาย
รัฐธรรมนูญนั้น บทบัญญัติแห่งกฎหมายนอกจากที่ไปขัดหรือแย้งกับ
รัฐธรรมนูญแล้ว กระบวนการออกหรือตราขึ้นแห่งกฎหมายก็ต้องถูกต้อง
ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หากกระบวนการออกหรือตราขึ้นแห่งกฎหมายไม่ถูกต้องด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่ออก
หรือที่ตราขึ้นนั้น ก็ใช้บังคับไม่ได้เพราะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแม้จะประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้วก็หาทำให้กฎหมายนั้นชอบด้วย
รัฐธรรมนูญได้ อันว่าด้วยหลักกฎหมายเกี่ยวกับการเป็นโมฆะที่เป็นหลักกฎหมายสากลที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ดังนั้นแม้ภายหลังประกาศใช้
เป็นกฎหมายแล้วความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกระบวนการตรากฎหมายฉบับนั้น ศาลรัฐธรรมนูญก็มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัย
ผู้ร้องทั้งหมดถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ
ดังกล่าวรับรองไว้ จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญดังจะกล่าว
ต่อไปนี้
คณะรัฐมนตรีโดยมีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
พ.ศ. ........ เพื่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาตามข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ.2549 จากการตรวจรายงาน
การประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย พ.ศ. ........ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปรากฏว่า
ในคราวประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติครั้งที่ 11/2549 วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม 2549 วาระแรกการพิจารณาเรื่องที่ค้างพิจารณาจึงมีร่างพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย พ.ศ.... อยู่ด้วย ที่ประชุมมีมติให้นำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณา และปรากฏว่า
ที่ประชุมลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ............ โดยมีสมาชิกออกเสียงลงคะแนนรวม 103 คน
- รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ 101 เสียง
- ไม่รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ - เสียง
- งดออกเสียง 2 เสียง
- ไม่ลงคะแนนเสียง - เสียง
ปรากฏตามสำเนาบันทึกการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิก
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 1
ต่อมาเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2550 มีการประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ใช้แทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 นับตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป ตามมาตรา 293 แห่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 บัญญัติว่า
“ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 ทำหน้าที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้จนกว่าจะมีการประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก ตามมาตรา 127 ” และเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2550 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ได้มีการประชุมเรื่องร่างพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย พ.ศ.2522
ในวาระที่ 3 ได้ลงมิติเพื่อรับร่างพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย
พ.ศ. ........ โดยเห็นสมควรประกาศใช้เป็นกฎหมายสมาชิกสภานิติบัญญัต
ิแห่งชาติจำนวน 27 ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า
1 ใน 10 ของ สมาชิกทั้งหมด
เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย พ.ศ. ......... มีข้อความ
ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และตราขึ้นโดย
ไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้ทำหนังสือเสนอ
ความเห็นต่อประธานสภานิติบัญญัติเพื่อส่งความเห็น
ดังกล่าวนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจ้งให้นายกรัฐมนตรี
ทราบโดยไม่ชักช้า รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือ เรื่องเสนอ
ความเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ...........
ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เอกสารท้ายคำร้อง หมายเลข 2 แต่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ไม่ส่งความเห็นดังกล่าวไปยังศาล
รัฐธรรมนูญและไม่แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบแต่อย่างไร และในกรณีนี้
สภาคณาจารย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยประธานสภาคณาจารย์
จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือถึง พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี โดยเห็นว่าร่าง พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พ.ศ. .......... มีข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ.2550 หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ
ขอให้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี พิจารณาและส่งความเห็น
ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย มาตรา 154 ( 2 ) แห่งกฎหมาย
รัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 รายละเอียดปรากฏ
ตามสำเนาหนังสือ
ขอสภาคณาจารย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ฉบับลงวันที่ 16 มกราคม 2551
เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 3ซึ่งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้รับไว้แล้ว
เมื่อ
วันที่ 11 มกราคม 2551 ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือ แจ้งผลว่าไม่สามารถที่จะดำเนินการได้
เนื่องจาก
พระราชบัญญัติดังกล่าว ได้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม
ถวายฯ เพื่อ
พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วตั้งแต่
วันที่ 11 มกราคม 2551
ดังนั้นจึงพ้นกำหนดขั้นตอนที่จะดำเนินการตามมาตรา 154 ของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 แล้ว
แต่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2550 มาตรา 245 บัญญัติ
ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจเสนอเรื่องต่อ
ศาลรัฐธรรมนูญได้ในกรณีท
ี่เห็นว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วย
รัฐธรรมนูญ ปรากฏตาม
สำเนาหนังสือ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551
และสำเนาหนังสือสำนักเลขาธิการ
คณะรัฐมนตรี ลงวันที่
31 มกราคม 2551 เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 4
ต่อมาร่างพระราชบัญญัติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551
พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์
นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในวันที่ 31 มกราคม 2551 รายละเอียดปรากฏตามสำเนา
พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551 เอกสาร
ท้ายคำร้อง หมายเลข 5 โดยที่ก่อนนั้น เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2551
พระมหากษัตริย์ มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี บริหารราชการแผ่นดิน
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป รายละเอียดปรากฏตามสำเนาประกาศ
แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 6
และร่างพระราชบัญญัติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551ก็ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551
ผู้ร้องที่ 5 ที่ 6 ที่ 12 และที่ 13 ได้ทำหนังสือร้องต่อผู้ตรวจการ
แผ่นดินและคณะ
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ว่าพระราชบัญญัติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ขอให้เสนอความเห็นเพื่อส่งเรื่องเข้าสู่
การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ รายละเอียดปรากฏตาม
สำเนาหนังสือของผู้ร้องที่ 5 ที่ 6 ที่ 12 และที่ 13
ลงวันที่ 11 มีนาคม 2551 เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 7 และ 8 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้พิจารณามีความเห็นว่า
โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550มาตรา 257 วรรคหนึ่ง (2) บัญญัติให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็น
ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เป็นกรณีที่ให้อำนาจตรวจสอบความชอบ
ด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ภายหลังที่ได้ม
ีการตรากฎหมายและมีผลใช้บังคับแล้ว ดังนั้น การที่เครือข่าย
ประชาคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคัดค้านมหาวิทยาลัย
ออกนอกระบบ ขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ส่งเรื่องกระบวนการตราพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
จึงเป็นกรณีที่ขอให้ตรวจสอบกระบวนการตรากฎหมายก่อน
พระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับ และอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าท
ี่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นเหตุให้
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่อาจรับเรื่อง
ดังกล่าวไว้พิจารณาได้ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือ
ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับลง
วันที่ 19 สิงหาคม 2551 เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 9 ส่วนผู้ตรวจการแผ่นดินได้แจ้งผลการวินิจฉัย โดยสรุปได้ว่า
ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและกฎหมายท
ี่เกี่ยวข้องและเห็นว่า การที่ศาสตราจารย์ดร.โสภณ เริงสำราญ
และคณะ ขอให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ
เพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่า นายกรัฐมนตรี (พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ )
ได้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551 มิชอบด้วยกฎหมาย
และเป็นเหตุให้พระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นพระราชบัญญัติ
ที่มิชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจประกาศใช้เป็นกฎหมายได้นั้น
มิใช่กรณีการร้องเรียนเกี่ยวกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด
มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการตรากฎหมาย เรื่องร้องเรียน
ในเรื่องนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการ
แผ่นดิน
ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและแนวคำวินิจฉัยของ
ศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวผู้ตรวจการแผ่นดินจึงไม่สามารถ
รับเรื่องร้องเรียนของท่านไว้พิจารณาและเสนอเรื่องพร้อม
ความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยต่อไปได้
รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินฉบับลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 10
ซึ่งทั้งสององค์กรดังกล่าวยังเข้าใจว่ากฎหมายประกาศใช้แล้วองค์กรทั้งสองเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยได้
เฉพาะ บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ประกาศใช้แล้วมีขอความขัด
หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น ที่ซึ่งกรณีตามมาตรา 245
และ 257 แห่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น ต้องตราขึ้น
โดยถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและต้องมีข้อความ
ที่ไม่ขัดแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญดังที่ได้กราบเรียนต่อ
ศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วข้างต้น
[1] : [2] : [3]